เดินเล่นที่ ปราสาทนาโงย่า
มาคราวนี้ได้แพทเทิร์นยาวเหยียด 10 วัน (แต่คราวก่อนยาวกว่า 12 วัน) นั่งนับวันรอกันเลยว่าเมื่อไหร่จะได้กลับบ้านซะที พี่ๆน้องในแพทเทิร์นช่วยให้กำลังใจกันและกัน จบแต่ละไฟล์ท ต้องบอกกันว่า "อีกนิดเดียว อีกไฟล์ทเดียวก็ได้กลับบ้านแล้ว" ทั้งๆที่ในใจ เหอๆยังเหลืออีกหลายวัน
ทั้งๆที่หลายคนบอกว่าแพทเทิร์นนี้เป็นแพทเทิร์นทอง นานๆจะได้มาซักที มันก็จริงอ่ะนะ แต่เหนื่อยสายตัวแทบขาด เข้าออกฮอนโน่ 2 รอบ ผู้โดยสารเต็ม 400 กว่าที่นั่ง แล้วทำไมปลายปี ตูได้โบนัสแค่เดือนเดียว เหอๆ
เหนื่อยไม่พอ แถมยังมีอุบัติเหตุเล็กๆน้อยๆจาการทำงาน เล็บฉีก (อันนี้ธรรมดา) ดรายไอซ์ลวก น้ำร้อนลวก แผลพุพองเป็นหนอง ผิวหนังอักเสบเป็นหนอง ใช้.....บัวหิมะ(อันนี้ไม่ใช่ละ) เรื่องแบบนี้กลายเป็นเรื่องธรรมดา แต่บางทีมั่งดูมือตัวเองมีแผลเป็น ก็ได้แต่คิดในใจ ทำไมต้องเป็นตู บางทีนอนตื่นขึ้นมา แขนขามีรอยช้ำเป็นวงใหญ่ เอาแล้วตูผีอำชัวร์ นึกไปนึกมา อ้อ! เมื่อวานดรอเวอร์เบียร์หล่นทับนี่หว่า เหอๆ นี่แค่แพทเทิร์นเดียวนะเนี่ย
มาคราวนี้มีวันหยุดที่นาโงย่าด้วย นาน..น้านนนนนน จะได้มาเลยภาวนา ตั้งจิตอธิฐานขออย่าให้ฝนตกเลย ช่วงนี้ญี่ปุ่นอากาศยิ่งไม่ค่อยดีอยู่ ก็โลกมันร้อนนนอ่ะนะ พอดูพยากรณ์อากาศ เป็นรูปพระอาทิตย์แจ่มใส อู้ยยย..ดีใจ พรุ่งนี้ออกไปเดินเล่นดีกว่า เลยชวนพี่ๆน้องๆไปด้วยกัน พี่ๆ ไม่เห็นด้วยเพราะเสียเวลาช้อปปิ้ง อิ..อิ.. น้องๆอีกสองคน ยังไม่รู้ว่าจะตื่นกี่โมงเพราะติดละคน อิ..อิ.. แต่น้องสต๊อปขอไปด้วยเพราะว่าไม่อยากอยู่ในห้องในโรงแรมเค้าว่ากันว่าผีดุ เหอๆ น้องเอ้ย บางทีคนยังดุกว่าผีซะอีกนะ จริงป่ะ
เวลานัดหมายของเรา เช้ามาก "เที่ยง" แล้วเจอกัน เหอๆ ก็จะรีบทำไม ปราสาทนาโงย่าไกลจากโรงแรมเราแค่ 2 สถานี แถมเมื่อวานที่ฮอนโน่ก็นอนไม่หลับ พอมาถึงญี่ปุ่นก็นอนแทบจะน็อกรอบ ขนาดว่านัดเที่ยงแบดยังสายไปสิบนาที
โชคดีค่ะที่โรงแรมของเราอยู่ใจกลางเมืองเลย ชั้นใต้ดินของโรงแรมเป็นที่ตั้งของสถานี Sakae จากที่นี่ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็ใกล้หมดค่ะ ฉะนั้นวันนี้เราเลยเริ่มต้นที่สถานี Sakae ขึ้นรถไฟสาย Meijo line ซื้อตั๋ว 200 เยนค่ะ เลือกเอาว่าจะลงสถานีไหน Shiyakusho หรือ Meijo koen ก็ได้ ไม่ใช่ว่ามันใกล้น่ะคะ แต่เดินไกลพอๆกัน คือปราสาทนาโงย่าเนี่ยอยู่ตรงกลางระหว่าง 2 สถานีนี้ค่ะ

เดินมาซักพักก็มองเห็นยอดปราสาทลิบๆ
วันนี้มีสต๊อปเป็นนางแบบ
500 เยนเท่านั้นค่ะ
ไม่นานเราก็มาถึงทางเข้าจ่ายค่าตั๋ว 500 เยน พอเข้าไปซักพัก ชักรู้สึกหน้ามืดค่ะ หรือว่าเราจะโดนของ แล้วเสียงท้องร้องก็ตามมา แบดเปิดแผนที่ภายในปราสาทนาโงย่ามาดู ไม่ได้มองหาทางเข้าปราสาทหรอกค่ะ กวาดตาไปมาเห็นร้านชื่อ Kishimen Tei รอดแล้วตู เลยชวนกันไปหาอะไรกินกันก่อน

หน้าตามีความหวังสุดฤทธิ์
ตามชื่อร้านเลยค่ะ Kishimen Tei ร้านนี้ขายแต่ คิชิเมน อย่าได้คิดสั่งอย่างอื่น คิชิเมนหากินไม่ค่อยได้ในโตเกียวหรอกค่ะ ปกติเราจะชินกับเส้นราเมนสีเหลือง โซบะเส้นดำ อุด้งเส้นใหญ่ แต่คิชิเมนเป็นเส้นแบนๆใหญ่กว่าเส้นอุด้ง จะว่าไปคล้ายๆก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่แต่เล็กกว่านิดนึงค่ะ

วันนี้อากาศมันร้อนแบดเลยสั่ง ซารุ คิชิเมน (หมี่เย็น) มา ส่วนสต๊อปสั่ง เท็นคิชิเมน(หน้าเท็มปุระ) เราชิมคำแรกแล้ว ลงความเห็นว่า เหอๆๆ "พอแหลกล่าย" แต่เอาเถอะ ถึงเวลานี้แล้วต้องกินไว้ก่อนเพื่อประทังชีวิต(โห! น่าสงสาร)
เมื่อท้องหายหิว กองทัพก็พร้อมเดิน

มาถึงแล้วค่ะ แม้ว่าวันนี้จะดูแห้งแล้งไปซักหน่อย
|
|
|
ปราสาทนาโงย่าได้สร้างขึ้นในสมัยท่านโชกุนโทกุงาวะ ( Tokugawa )เดิมทีนั้นโชกุนโทกุงาวะ อิเอยาสุวางผังเมืองนาโงย่าเพื่อเป็นที่ตั้งปราสาท โดยในปี 1612 ได้สร้าง ปราสาทนาโงย่า (Nagoya- jo) ให้โยชินาโอะ บุตรชายคนที่ 9 ทว่าเมืองก็มิได้เติบโตสมความปรารถนา ในปี 1945 เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ปราสาทนาโงย่าถูกโจมตีทางอากาศ ไฟไหม้ตัวปราสาททั้งหลัง แต่ป้อมปราสาท 3 หลังที่อยู่รอบๆและภาพเขียนส่วนใหญ่ภายในตัวปราสาทรอดพ้นจากการทำลาย รวมถึงภาพเสือบนบานประตูที่มีชื่อเสียงมาก (ไม่ได้ถ่ายรูปมาค่ะ แต่ถ้าเคยดูการ์ตูนเรื่องอิกคิวซัง มีรูปนึงที่อิกคิวซังทำท่าเอาเชือกจับเสือในภาพนั่นแหละค่ะ ต้นแบบมาจากที่ปราสาทนาโงย่านี่เอง) ตัวปราสาทได้สร้างใหม่ในปี 1959 ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม

เต็มๆอีกซักภาพ

ภาพตัดขวางภายในปราสาท 7 ชั้น
และของพิเศษอีกอย่างที่อยู่คู่กับปราสาทนาโงย่าคือ ปลาโลมาสีทอง หรือ Kinshachi 2 ตัวค่ะตัวผู้อยู่ทางทิศเหนือ ตัวเมียอยู่ทางทิศใต้ อย่าถามค่ะว่าดูยังไง เพราะแบดก็ไม่รู้เหมือนกัน ทั้งสองตัวถูกสร้างขึ้นใหม่ด้วยทองคำ 18k น้ำหนักทองตัวผู้ราวๆ 44.69kg และตัวเมีย 43.39kg พร้อมๆกับการบูรณะตัวปราสาทภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เดิมทีปราโลมาทองมีเพียงแค่ 1 ตัวติดตั้งอยู่บนยอดหลังคา และเป็นสัญลักษณ์ของการบังคับบัญชาขุนนางในระบอบศักดินาของญี่ปุ่นอีกด้วย

ด้วยความเคารพคร้าบบบ คุณโลมาทอง
ภายในปราสาทจัดแสดงนิทรรศการ และจำลองชีวิตความเป็นอยู่ของคนในสมัยก่อนให้ได้ชม อันนี้แบดชอบมากค่ะ เค้าทำให้เราเหมือนเข้าไปอยู่ในนั้นจริงๆ มีเสียงชาวบ้านคุยกัน ขบวนขุนนาง และที่สำคัญเดี๋ยวก็กลางวันเดี๋ยวก็กลางคืน เหอๆ มันน่าตื่นเต้น ยังมีโรงหนังสามมิติให้เราเข้าไปชมประวัติของการสร้างปราสาทด้วยนะคะ อันนี้ก็ดีค่ะ |

ภายในหมู่บ้านญี่ปุ่น

ร้านขายชุดเกราะและดาบซามูไร

อันนี้สำนักพิมพ์ค่ะ

หน้าบ้านเค้า

เข้าครัวกันบ้าง มาตักน้ำกันเถอะ

เอ้า..นี่..อิเย็น นิ
อันนี้ไม่น่าเล้ยย หน้ามันกันในโรงหนังสามมิติ

นี่เค้าจำลองการสร้างกำแพงปราสาท ใช้แรงงานคนในการลากหินมาสร้างกำแพง

ท่าทางจะหนักเนอะ

มาช่วยเค้าหน่อยดีกว่า

นี่แหละค่ะ กำแพงและปราสาทที่สร้างด้วยความยากลำบากของมนุษย์
เดินๆออกไปซักพักเจอบ้านที่เค้าใช้สอนวิธีชงชาแบบญี่ปุ่นกัน แต่วันนี้ปิดง่ะ จ๋อยเลยเลยได้ภาพบรรยากาศ คลาสสิคแบบนี้มา


ภาพนี้คลาสสิคมาก อิ..อิ.. แต่มีพี่บอกว่า action นี้ ไม่เหมาะกับแกเลยแบด เอ้า..เป็นงั้นไป
มองดูนาฬิกา โอ้! 4 โมงเย็นแล้วหรือนี่ ยังเดินชมไม่จุใจเลย ซักพักมีเสียงดังขึ้นมา ติ่ง..ติง..ติ๊ง..พร้อมกับเสียงดังไพเราะกังวาน
"ขอขอบคุณท่านที่มาเยี่ยมชมปราสาทนาโงย่าทุกท่าน หวังว่าท่านคงจะเพลิดเพลินเจริญใจมานานมากแล้ว เราประกาศมาหลายที ท่านก็ยังอยู่เฉย หากท่านยังอยู่ภายในบริเวณปราสาท กรุณาออกไปเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นเราจะปิดประตู"
อ้าว ประกาศไล่นี่หว่า จริงๆ ฟังไม่รู้เรื่องหรอกค่ะ เหอๆ แต่เดินๆไปอ้าวทำไมลุงยามแกจะปิดประตูซะงั้น
สำหรับวันนี้ พอแล้วค่ะสำหรับการเดินเล่น ไว้คราวหน้าโชคดีได้มาอีกช่วงฤดูใบไม้ร่วง กับใบไม้ผลิน่าจะสวยกว่านี้ วันนี้แค่ชิมลางก่อนค่ะ
อ้อ! ขากลับเจอเซเลอร์มูนด้วยล่ะ
ข้างหลังน่ะเซเลอร์มูน แต่อีข้างหน้าเนี่ยเซเลอร์พลูโตค้าบ
|