ทัชมาฮาล ดินแดนแห่งความรัก
เคยฝันว่าชีวิตนี้ขอเหยียบสิ่งมหัศจรรย์ของโลกแค่ 1 ใน7 ก็พอแล้ว ไม่คิดว่าจะเป็นจริง โชคดีที่ได้มาเดลี ความตั้งใจแรกที่จะมาคือ TAJ MAHAL นี่แหละค่ะ
ทีแรกฟังข่าวมาว่าไกลจากเดลีมาก ใช้เวลานาน ยังคิดอยู่ว่าจะไปดีหรือเปล่า แต่มีเพื่อนและพี่ๆที่เพิ่งกลับมาบอกว่าไปมาแล้ว อย่างนั้นยอมไม่ได้ค่ะ ต้องไปให้เห็นกับตาตัวเองบ้าง พี่ๆน้องๆในแพทเทิร์นจึงรวมตัวกันเช่ารถที่โรงแรมแพงมากค่ะในความรู้สึกของแบด ค่ารถเฉยๆก็ 400 เหรียญเข้าไปแล้ว คิดเป็นเงินไทยง่ายๆ เท่ากับ 12,000 บาท แต่เราช่วยกันหารก็ยังพอสู้ไหวค่ะ เพื่อไปสัมผัสกับสิ่งมหัศจรรย์ของโลกว่ามันจะซักแค่ไหนกันเชียว อิ..อิ..
ทราบข้อมูลมาจากพนักงานโรงแรมว่าเราต้องใช้เวลาเดินทาง 4 ชั่วโมงเพื่อไปถึงทัชมาฮาล ไป กลับก็ 8 ชั่วโมงแล้ว และเวลาที่รถมารับที่โรงแรมเพื่อทำไฟล์ทต่อไป คือ 5 โมงเย็นของวันพรุ่งนี้ ฉะนั้นเราตกลงกันว่าต้องออกเดินทางตอนตี 3 และต้องออกจากที่โน่นตอน 9 โมงเช้า เพื่อจะกลับมาถึงโรงแรมตอนบ่าย 2 จะได้ทันเวลาพอดี
ตี 3 ล้อหมุน ไม่มีอะไรดีไปกว่าการนอนในรถค่ะ คนขับรถบอกเราว่าจะมีไกด์รอเราอยู่ที่ใกล้กับทัชมาฮาล ซึ่งเราเองก็ไม่ค่อยสนใจฟังกันเท่าไหร่ เอาแต่นอนอย่างเดียว
ระหว่างที่นั่งรถไปแบดรับรู้ถึงความเมื่อยล้า เพราะความรู้สึกเหมือนกับว่า เรากำลังนั่งอยู่บนม้าค่ะ ถนนที่เราผ่านเต็มไปด้วยดินลูกรัง นานๆจะเจอถนนหลวงที่ลาดยางซักที ตื่นมาอีกทีเราก็เข้าเขตเมือง Agra หรือ อัครประเทศ ในภาษาไทย ฟ้าเพิ่งจะสว่าง แต่รถราก็เริ่มวิ่งกันขวักไขว่แล้วล่ะค่ะ และไม่ใช่แค่รถอย่างเดียวที่วิ่งบนถนนได้ยังมีสิ่งมีชีวิตอื่นๆอีกที่สามารถเป็นพาหนะได้ ไม่เว้นแม้แต่อูฐ

แบบนี้สามล้อถีบ เบสิคค่ะที่ไหนก็มี

ตุ๊กๆก็มี

แต่แบบนี้บ้านเราไม่มี

ที่นี่วัวมีสิทธิ์เดินบนถนนได้เทียบเท่ากับคนและรถค่ะ เพราะวัวคือพาหนะของพระอุมา ชายาของพระอิศวร วัวเลยกลายเป็นเทพเจ้าองค์หนึ่งของสังคมในอินเดีย

เป็นเทพเจ้าอยู่ดีๆ ไหงกลายเป็นรถเทียมวัวไปซะได้

และรถม้า สัตว์ที่เป็นพาหนะอันดับหนึ่งในสังคมมนุษย์
และแล้วก็มาถึงค่ะ เรามาจอดรถกันที่ลานจอดรถ และเราก็ได้พบกับไกด์ของเรา ไกด์บอกว่าเราต้องนั่งรถต่อเข้าไปข้างใน อีกนิดเดียวไม่ถึง 5 นาที เท่านั้นค่ะ ระหว่างนั้นเอง รถรับจ้างต่างๆทั้ง 3 ล้อถีบ รถม้า รถเทียมวัว และรถเทียมอูฐ ต่างมาเสนอตัวให้ไปกับเค้า แต่ไกด์ของเราจัดรถไว้เรียบร้อยแล้วทั้งคันจ่าย 50 รูปีค่ะ แล้วต้องเดินต่อเข้าไปอีกนิดหน่อย ไอ้ตอนเดินไปนี่ละ แสนจะวุ่นวายที่สุด บรรดาหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ที่เดินขายของที่ระลึกจะเข้ามารุมขาย ตื้อกันสุดๆ มีเด็กคนนึงเดินมาขาย postcard 1 ชุด ราคา 5 เหรียญ โอ้! พระเจ้า! ขายหรือปล้นคะเนี่ย 10 ใบ 150 บาท แบดบอก ไม่เอา ไม่เอา ก็ยังเดินตาม ยังไม่ละความพยายาม แบดแกล้งเดินวนหมุนรอบตัวเอง 2 รอบก็ยังตาม ซักพักบอก 50 รูปี แบดไม่เอาค่ะ แต่มีราคาในใจแล้วค่ะ เลยบอก ไป 1 เหรียญ เท่านั้นจะขายมั้ย เด็กคนนั้นยื่นของให้แล้วหยิบเงินไปโดยดี โห! แล้วตั้งราคาไว้ซะ 5 เหรียญ บ้าไปแล้ว แต่ว่าแบดจ่ายแค่ 30 บาทคร้าบบพี่น้อง! ไชโย!

รถที่คุณไกด์เค้าจัดไว้ให้ค่ะ ปลอดภัยจากการโดนตื้อมาก
พอถึงประตูทางเข้า เราให้ไกด์ไปจ่ายค่าบัตรผ่านประตูให้ค่ะ คนละ 750 รูปี คานี้เค้าแถมน้ำดื่มให้ 1 ขวดพร้อมถุงคลุมรองเท้าให้ด้วยค่ะ ก่อนเข้าไปต้องผ่าน security check ก่อน ค้นทุกซอกทุกมุมจริงๆค่ะ เค้าบอกว่าเค้าห้ามเอา ipod เข้าไป ถ้าใครจะไปก็ไม่ต้องเอากระเป๋าใบใหญ่มากไปนะคะ เอาไปแค่เงิน กล้อง น้ำ แค่นี้พอแล้วค่ะ เค้าว่ามีพวกล้วงกระเป๋าเยอะ

ถึงแล้วค่ะ ประตูทางเข้าทิศตะวันตก
ไกด์กำลังจ่ายตังค์ให้ค่ะ สงสัยจริงๆว่าทำไมหน้าตั๋วเขียน 500 รูปี แต่เราต้องจ่าย 750 รูปีหรือว่าจะมีอะไรในกอไผ่

ก่อนจะผ่านประตูเข้าไปต้องเจอด่าน คุณแขกให้แกตรวจกระเป๋าให้หนำใจ ตรวจมันทุกซอกทุกมุมจริงๆนะคะ แบดถามไกด์ว่าเค้าจะตรวจหาอะไร ไกด์บอกว่าหา ipod เพราะเค้าห้ามเอาเข้า โถ!นึกว่าตรวจหาระเบิด ขนาดเจอผ้าอนามัยยังถามเลยว่านี่อะไร อ้าว! ป้า ไม่เคยใช้รึไงเนี่ย


ระหว่างรอพี่ๆน้องๆ ก็ชักภาพเป็นที่ระลึกซักหน่อย

เอาล่ะค่ะ มาถึงหน้าประตูทางเข้ากันแล้ว ถ้ามองให้ดีๆนะคะจากเส้นตรงกลางประตูตรงไปเรื่อยๆ (ซึ่งแบดถ่ายมาเบี้ยว จินตนาการเอาหน่อยละกัน) จะตรงกับจุดศูนย์กลางของ น้ำพุด้านใน แล้วกึ่งกลางอาคารทัชมาฮาล ซึ่งจะตรงกับหลุมพระศพของพระนางมุมทัชมาฮาลพอดีเป๊ะเลยค่ะ นี่แหละค่ะความมหัศจรรย์ของมัน

ผ่านประตูเข้ามาแล้วค่ะ เห็นแนวน้ำพุมั้ยคะ ตรงกับกลางประตูเป๊ะ

และนี่คือความงามและความยิ่งใหญ่ของทัชมาฮาลค่ะ
ทัชมาฮัล เป็นอนุสาวรีย์แห่งความรักที่ยิ่งใหญ่ของโลก เพราะที่นี่เป็นสุสานฝังศพของ มุมทัชมาฮัล ราชินีผู้ป็นที่รักยิ่งของ พระเจ้าชาห์เยฮัน อยู่ในเมืองอัคระ บนฝั่งแม่น้ำยมนา ประเทศอินเดีย
มุมทัชมาฮาล เป็นมเหสีที่พระเจ้าชาห์เยฮันรักมากที่สุด พระนางสิ้นพระชนม์เพราะคลอดโอรสองค์ที่ 15 ซึ่งทำให้พระเจ้าชาห์เยฮัน เศร้าโศกมาก พระองค์จึงสร้างที่ฝังศพที่ใหญ่โตที่สุดในโลกขึ้นที่ริมแม่น้ำยมนา
สร้างระหว่างปี พ.ศ. 2173-2191 (ค.ศ. 1630-1648) เสียเวลาสร้างอยู่ 23 ปี ทุกส่วนสร้างด้วยหินอ่อนสีขาวนวลบริสุทธิ์ ตามแบบสถาปัตยกรรมเปอร์เซีย โดยสถาปนิก อุสตาด ไอสา (Ustad lsa) มีผู้ร่วมสร้างเป็น ผู้ออกแบบ ช่างเขียนลวดลาย ช่างอิฐ ช่างปูน ช่างประดับลวดลายด้วยกระเบื้อง ช่างแกะสลัก ช่างตกแต่งภายใน รวม 20,000 คน วัตถุในการก่อสร้าง คือ หินอ่อนสีขาวจากเมืองมะครานา หินอ่อนสีแดงจากเมืองฟาตีบุระ หินอ่อนสีเหลือง จากฝั่งแม่น้ำนรภัทฑ์ เพชรตาแมวจากกรุงแบกแดด ปะการัง และ หอยมุกจากมหาสมุทรอินเดีย หินเจียรไนสีฟ้าจากเกาะลังขะ เพชรจากเมืองบนทลขัณฑ์ สิ้นเงินค่าก่อสร้าง 50,000,000 เหรียญอเมริกัน หรือ ประมาณ 1,000,000,000 บาท
ซึ่งได้รับคำรับรองจากสถาปนิกทั่วโลกว่าสร้างขึ้นโดยถูกสัดส่วน และ วิจิตรงดงามที่สุด กว้างยาวด้านละ 39 เมตร(130 ฟุต) ตรงกลางมีโดมสูง 60 เมตร(200 ฟุต) มีโดมเล็กๆ เป็นหอสูงอยู่ทั้ง 4 มุม ภายในประดับด้วย หินอ่อนสลักฉลุเป็นลวดลายวิจิตรตระการตาแทรกเสริมด้วย พลอยสี ทับทิม และนิล ตรงกลางภายใต้หลังคาโดมใหญ่มีแท่นวางหีบศพที่ทำด้วยหินอ่อน และมีฉากหินอ่อนฉลุลายงามเป็นพิเศษกั้นอีกชั้นหนึ่ง แต่ศพจริงๆ ไม่ได้บรรจุอยู่ในหีบ หากฝังอยู่ในอุโมงค์ใต้ดินตรงกับที่วางหีบศพนั้น ภายหลังที่สร้างทัชมาฮัล ซาร์เจฮันใฝ่ฝันที่จะสร้าง ที่ฝังศพตัวเองที่ฝั่งแม่น้ำตรงกันข้ามจะเป็นหินอ่อนสีดำล้วนๆ แต่ลูกชายเกรงเงินจะหมดจะไม่มีใช้ เมื่อขึ้นครองราชสมบัติจึงจับพ่อขังอยู่ได้ 7 ปี ก็สิ้นพระชนม์ ประมาณปี พ.ศ.2209 (ค.ศ.1666) แล้วเอาศพไปฝังข้างศพแม่ ส่วนนายช่างผู้ออกแบบถูกสั่งให้ประหาร ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้มีโอกาสออกแบบสิ่งก่อสร้างใด ๆ ที่สวยกว่าได้
ทัชมาฮัลเป็นสถาปัตยกรรมที่ได้รับการยกย่องว่าสร้างขึ้นมาได้อย่างเหมาะสมสวยงามน่ามหัศจรรย์ นี่ถ้าสร้างสุสานหินอ่อนสีดำที่ฝั่งตรงข้ามได้สำเร็จอีกล่ะก็คงจะมหัศจรรย์ขึ้นอีก 2 เท่าว่ากันว่าพระเจ้าชาห์เยฮันอยากสร้างสุสานสีดำที่ฝั่งตรงข้ามทัชมาฮาลก็เพื่อที่เวลาที่พระองค์สวรรคตไป ก็จะเปรียบเสมือนกับว่าพระองค์จะยืนเฝ้ามองนางอันเป็นที่รักที่สุสานสีขาวได้ตลอดเวลา อูยยย...ซึ้ง... แต่กลายเป็นว่าลูกชายเห็นว่ารักกันมาก จับมานอนด้วยกันซะงั้น เซ็งๆ..

ไม่ว่าใครก็อยากมาเห็นค่ะ

แม้แต่หนุ่มสาวคู่นี้

น่าเสียดายค่ะที่ไม่รู้ว่าจะได้ไปเที่ยว ไม่งั้นจะเตรียมชุดไปให้เข้ากับบรรยากาศ เห็นสาวน้อยคนนี้ใส่ส่าหรีแล้ว เข้ากั๊น..เข้ากัน..กับทัชมาฮาล อยากใส่บ้างก็ได้แต่มอง เลยต้องขอถ่ายรูปกับเจ้าถิ่นซะหน่อย

เข้ามาใกล้ขึ้นทุกที เห็นหินอ่อนสีขาว และอักษรสีดำลายๆรอบกรอบประตู นั่นเป็นคำพรรณากล่าวถึงความรักที่มีต่อพระนางมุมทัชมาฮาล ซึ้ง..ซึ้งง

ก่อนเข้าชมด้านใน อุปกรณ์เสริมที่เค้าแจกเราตั้งแต่หน้าประตูก็ได้ใช้แล้วค่ะ ถุงหุ้มรองเท้า กันรองเท้าเปื้อน..เอ้ย!.ไม่ใช่ กลัวทัชมาฮาลเปื้อนค่ะ

ลูกทัวร์กับแฟชั่นรองเท้าใหม่ เก๋..ไม่เบา


ทั้งการก่อสร้าง แกะสลักลวดลายต่างๆ ทำด้วยฝีมือมนุษย์ทั้งนั้นเลยค่ะ

อีกครั้งกับข้อความบรรยายถึงนางอันเป็นที่รัก ซึ้งจัง..แต่อ่านไม่ออกซักตัว

นี่คือหินอ่อนหลากสีที่เอามาตกแต่งลวดลายภายในทัชมาฮาลเท่านั้นค่ะ ข้างนอกอาคารไม่มีลายนี้ค่ะ นั่นคือลายหัวใจเราผูกกัน อ้อ! ความมหัศจรรย์ของมันอีกอย่างก็คือ เนื่องจากเป็นหินอ่อนและหลากสีพอเราส่องไฟเข้าไปแล้วมันจะกระจายแสงออกมา สวยมากค่ะ แต่เค้าห้ามถ่ายรูปค่ะ นี่แอบถ่ายมา เหอๆ

กับลวดลายด้านนอก จากทัชมาฮาลมองไปทางประตู ความรู้สึกยิ่งใหญ่จริงๆ
มองดูนาฬิกา 9 โมงแล้ว ไม่น่าเชื่อยังเดินดูไม่หมดเลย อยากดูให้มากกว่านี้แต่ว่าต้องกลับแล้วล่ะค่ะ ไม่งั้นไม่ทันไฟล์ทเย็นนี้แน่ๆ เราทั้งหมดเลยต้องจำใจจากทัชมาฮาลไป แต่จะไปโดยไม่ทำอะไรเลย มันเสียชื่อแบดค่ะ อ่ะ..ขอวาดลวดลายซักหน่อย


สบายใจแล้วค่ะ กลับกันดีกว่า อิ..อิ...

ก่อนกลับก็ชักภาพร่วมกัน โดยไกด์ค่ะ ขออภัยฝีมือเค้ามีแค่นี้แหละค่ะ เฮ้อ!..
ครั้งแรกในชีวิตที่ได้มาเหยียบ 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก ความโลภเริ่มจะครอบงำ แค่ 1 ใน 7 คงไม่พอ ขอเอาให้ครบ 7 เลยดีกว่า เหอๆ |